เว็บไซต์ คุณแม่และเด็ก

5/5

คู่มือคุณแม่ตั้งครรภ์

คู่มือคุณแม่ตั้งครรภ์

คู่มือคุณแม่ตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของว่าที่คุณพ่อและคุณแม่ที่เฝ้ารอจะได้พบกับสมาชิกใหม่ในครอบครัว คู่มือคุณแม่ตั้งครรภ์ pdf ซึ่งการตั้งครรภ์ในแต่ละเดือนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อร่างกายของคุณแม่และพัฒนาการของลูกน้อยได้มากมาย คุณแม่มือใหม่จึงอาจรู้สึกกังวลถึงการดูแลสุขภาพครรภ์ให้แข็งแรงได้

โดยปกติแล้วระยะเวลาที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาจนถึงวันคลอดโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่40 สัปดาห์ โดยแบ่งเป็น 3ไตรมาส ไตรมาสละ 12–14สัปดาห์ หรือประมาณ 3เดือน ซึ่งคุณแม่มือใหม่ควรเรียนรู้และเข้าใจพัฒนาการของทารกในครรภ์ ท้องแรกของคุณแม่ มือใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตัวเอง และวิธีการดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์ในแต่ละไตรมาสอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้สุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยแข็งแรงจนถึงวันคลอด

คู่มือคุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรกินอะไร เตรียมตัวอย่างไรในแต่ละไตรมาส

การตั้งครรภ์ไตรมาสที่1

การตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก จะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย จนถึงสัปดาห์ที่13 ของการตั้งครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรกินอะไร โดยในไตรมาสแรกนี้คุณแม่ต้องเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในร่างกายอย่างรวดเร็ว ดังนี้

พัฒนาการของทารกในครรภ์ ในไตรมาสแรก ทารกในครรภ์จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 8สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์ที่เป็นตัวอ่อนจะเริ่มมีพัฒนาการของระบบการทำงาน เช่น หัวใจ สมอง ไขสันหลัง ระบบขับถ่าย และระบบย่อยอาหาร และการเติบโตของอวัยวะสำคัญในร่างกาย เช่น ดวงตา หู ปาก แขน และขาอย่างรวดเร็ว

หลังจากสัปดาห์ที่8 ตัวอ่อนจะเติบโตเป็นทารกอย่างเต็มตัวและในช่วงสัปดาห์ที่9–12 ของการตั้งครรภ์ ทารกจะเริ่มมีอวัยวะเพศ เล็บมือ เล็บเท้า และเริ่มขยับตัวอยู่ในท้องของคุณแม่ ช่วงปลายของการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก ทารกจะมีความยาวเฉลี่ย7 เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 0.03กิโลกรัม

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่

ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก การดูแลหญิงตั้งครรภ์แต่ละไตรมาส คุณแม่บางคนอาจไม่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ แต่อาจสังเกตได้จากสัญญาณบ่งบอกการตั้งครรภ์ ดังต่อไปนี้

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เนื่องจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน (Progesterone) สูงขึ้น จึงอาจต้องการการพักผ่อนมากเป็นพิเศษ
  • คัดตึงเต้านม หน้าอกบวม และไวต่อความรู้สึกมากกว่าปกติ
  • มีอาการแพ้ท้อง ซึ่งพบในคุณแม่ตั้งครรภ์ 1เดือนขึ้นไป โดยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะเมื่อได้กลิ่นที่ตนเองไม่ชอบ เช่น กลิ่นอาหาร หรือกลิ่นน้ำหอม เป็นต้น
  • เลือดออกปริมาณเล็กน้อยทางช่องคลอด ซึ่งอาจพบได้ในช่วงแรกหลังจากตัวอ่อนปฏิสนธิ
  • ท้องผูกจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้ย่อยอาหารได้ช้าลงและเกิดอาการท้องผูกตามมา
  • ปัสสาวะบ่อย เนื่องจากร่างกายผลิตเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้น ไตจึงกรองเลือดและขับของเสียออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น

การดูแลสุขภาพครรภ์ ในช่วงไตรมาสแรกคุณแม่ต้องใส่ใจในการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงของแรกของการสร้างพัฒนาการของลูก ดังนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ผู้ที่ตั้งครรภ์ควรได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นจากปกติราว 300แคลอรี่ โดยให้เน้นการรับประทานอาหารประเภทโปรตีน ผักผลไม้ และหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด หรืออาหารที่ปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
  • รับประทานวิตามินบำรุงครรภ์ตามที่แพทย์สั่ง
  • ไม่สูบบุหรี่หรือใช้สารเสพติด
  • รักษาความสะอาดของช่องปาก
  • ฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel Exercise) และออกกำลังกายเป็นประจำ โดยหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบหักโหมหรือใช้แรงมาก

นอกจากนี้คุณแม่ควรไปพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ ในการฝากครรภ์ครั้งแรก แพทย์จะสอบถามประวัติสุขภาพ คำนวณวันกำหนดคลอด ตรวจร่างกาย และตรวจเลือด โดยแพทย์จะแนะนำการดูแลสุขภาพครรภ์ที่เหมาะสม และนัดตรวจครั้งต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปจะนัดทุก 1เดือน เพื่อชั่งน้ำหนัก ตรวจความดันโลหิต และตรวจสัญญาณชีพจร

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องอย่างรุนแรง มีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ เวียนศีรษะรุนแรง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากหรือน้อยผิดปกติ ควรไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอการนัดตรวจครั้งต่อไป เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์

การตั้งครรภ์ไตรมาสที่2

การตั้งครรภ์ในไตรมาสที่2 จะอยู่ระหว่างสัปดาห์ที่13–28 ของการตั้งครรภ์ โดยคุณแม่ควรเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและวิธีการดูแลสุขภาพในไตรมาสที่2 ดังต่อไปนี้

พัฒนาการของทารกในครรภ์ ในไตรมาสที่2 อวัยวะต่างๆ ในร่างกายของทารกจะพัฒนาอย่างสมบูรณ์ ทารกจะเริ่มเคลื่อนไหวในท้องบ่อยขึ้น มีการตื่นและนอนหลับเป็นเวลา นอกจากนี้ทารกจะเริ่มได้ยินเสียง ขยับดวงตา ดูดและกลืนอาหารได้

ในไตรมาสนี้ ร่างกายทารกเริ่มสร้างผมชุดแรก (Lanugo Hair) ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นขนบางๆ ไม่มีสี ปกคลุมทั่วร่างกาย และสร้างไขมันบนผิวหนัง (Vernix Caseosa) เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว ทั้งนี้ในช่วงปลายไตรมาสที่2 ทารกจะมีความยาวประมาณ 30เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 1กิโลกรัม

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่ ในไตรมาสที่2 อาการแพ้ท้องของคุณแม่จะลดลง โดยทั่วไปมักรู้สึกสดชึ่นขึ้น รับประทานอาหารได้ดีขึ้น และอาการเหนื่อยเพลียลดลง แต่มักมีอาการดังต่อไปนี้

  • อาจรู้สึกไม่สบายตัว หายใจไม่อิ่ม และมีอาการปวดหลัง ปวดเอว หรือเป็นตะคริวที่บริเวณขา เนื่องจากทารกในท้องเจริญเติบโตขึ้น
  • ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลง อย่างเกิดฝ้า หน้าท้องแตกลาย
  • เต้านมขยายใหญ่ขึ้น
  • ปวดศีรษะ และเวียนศีรษะ
  • มีอาการเจ็บครรภ์เตือน (Braxton-Hicks Contractions) หรืออาการเจ็บท้องหลอก ซึ่งเป็นอาการหดรัดตัวของมดลูกที่อาจเกิดขึ้นหลังการออกกำลังกายอย่างหนักหรือการมีเพศสัมพันธ์ โดยอาการเจ็บมักเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ และไม่รุนแรง การนอนพักและจิบน้ำอุ่นจะช่วยให้อาการดีขึ้น

การดูแลสุขภาพครรภ์ การดูแลสุขภาพขณะตั้งครรภ์ในไตรมาสที่2 หนังสือ คู่มือ ตั้งครรภ์ คล้ายกับในไตรมาสที่ 1 และคุณแม่ควรไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจสุขภาพของทั้งแม่และทารกในครรภ์ โดยในไตรมาสที่2 แพทย์จะตรวจร่างกาย ชั่งน้ำหนัก ฟังสัญญาณชีพจรของ ทารกในครรภ์ ตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจปัสสาวะ เจาะเลือดเพื่อตรวจหาความเสี่ยงของโรคเบาหวาน อัลตราซาวด์เพื่อตรวจดูเพศ การเจริญเติบโตและความผิดปกติของทารกในครรภ์ และอาจพิจารณาเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจโครโมโซมหากพบมีความเสี่ยง

ในระยะนี้คุณแม่ควรสังเกตอาการผิดปกติของตัวเอง หากมีอาการหดตัวของมดลูก ซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะทุกๆ 10นาที ปวดหลังบริเวณเอว มีของเหลวไหลออกมาจากช่องคลอด หรือมีอาการน้ำเดิน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด

การตั้งครรภ์ไตรมาสที่3

ไตรมาสที่3 ของการตั้งครรภ์อยู่ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ในสัปดาห์ที่28 ไปจนถึงวันที่คุณแม่คลอด ไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ถือเป็นช่วงเวลาของการนับถอยหลังที่จะได้พบกับสมาชิกใหม่ของครอบครัว คุณแม่จึงควรดูแลสุขภาพครรภ์เป็นพิเศษ เพื่อให้ตัวเองและลูกน้อยที่กำลังจะเกิดมามีสุขภาพแข็งแรง

พัฒนาการของทารกในครรภ์ ทารกในครรภ์เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในสัปดาห์ที่32 ของการตั้งครรภ์ ทารกจะสามารถหลับตาและลืมตาได้ และกระดูกในร่างกายจะพัฒนาอย่างสมบูรณ์ และภายในสัปดาห์ที่36 ผมชุดแรกของทารกจะเริ่มหลุดร่วงไป และทารกจะเริ่มกลับหัว โดยหมุนศีรษะมาทางด้านช่องคลอด เพื่อเตรียมความพร้อมในการคลอด

หลังการตั้งครรภ์ในสัปดาห์ที่37 ทารกจะเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์และอวัยวะต่างๆ ทำงานได้เต็มที่ โดยทารกในครรภ์จะมีความยาวประมาณ 50เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 3–4กิโลกรัม

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่ การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ในช่วงใกล้คลอดอาจยิ่งทำให้คุณแม่รู้สึกไม่สบายตัวและรู้สึกเหนื่อยมากเป็นพิเศษ โดยในระยะนี้ทารกจะขยับตัวบ่อยขึ้น คุณแม่อาจมีอาการคล้ายอาการในไตรมาสที่2 เช่น เจ็บท้องหลอก ปวดหลัง ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก นอนไม่หลับ และหายใจไม่อิ่ม นอกจากนี้ อาจมีอาการแสบร้อนบริเวณกลางอก (Heartburn) คัดเต้านมและมีน้ำนมไหลออกมา ใบหน้า นิ้วมือ และข้อเท้าบวม และมีเส้นเลือดขอดบริเวณขา

การดูแลสุขภาพครรภ์ การดูแลสุขภาพโดยรวม หนังสือ คู่มือคุณแม่มือใหม่ ของคุณแม่ตั้งครรภ์คล้ายกับการดูแลสุขภาพในไตรมาสที่ผ่านมา หากมีปัญหาด้านการนอนหลับ ควรใช้หมอนหนุนศีรษะให้สูงขึ้น นอนตะแคงซ้ายและงอเข่าขึ้น โดยใช้หมอนรองระหว่างขาทั้งสองข้าง จะช่วยให้ลดอาการปวดหลังและอาการบวม ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และช่วยลดการเกิดเส้นเลือดขอดได้ด้วย นอกจากนี้ ควรงดการรับประทานอาหารมื้อเย็นก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อย 3ชั่วโมงเพื่อป้องกันอาการแสบร้อนกลางอกในตอนกลางคืน

การตั้งครรภ์ในไตรมาสที่3 แพทย์อาจนัดให้ไปตรวจครรภ์บ่อยขึ้น โดยนัดตรวจทุก 2สัปดาห์ตั้งแต่การตั้งครรภ์ในสัปดาห์ที่32 และนัดตรวจทุกสัปดาห์เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่36 ของการตั้งครรภ์ไปจนกว่าจะคลอด โดยแพทย์จะตรวจสุขภาพครรภ์เช่นเดียวกับในไตรมาสที่ 2 รวมทั้งตรวจหาโรคเบาหวาน ภาวะโลหิตจาง และการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสกรุ๊ปบี (Streptococcus Group B) นอกจากนี้ แพทย์จะแนะนำให้คุณแม่ฉีดวัคซีนป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี หากได้รับวัคซีนเหล่านี้ยังไม่ครบ

เตรียมพร้อมก่อนกำหนดคลอด คู่มือคุณแม่มือใหม่ หลังคลอด ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการคลอด

โดยทั่วไป อายุครรภ์ที่ครบกำหนดคลอดที่ทารกมีความสมบูรณ์เต็มที่ คืออายุครรภ์ระหว่าง 37–41สัปดาห์ คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการคลอด ศึกษาเส้นทางการไปโรงพยาบาล เตรียมอุปกรณ์และเอกสารที่จำเป็นสำหรับวันคลอด และเตรียมเบอร์โทรศัพท์ของญาติที่ติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉินให้พร้อมก่อนถึงวันกำหนดคลอด ช่วงใกล้คลอดคุณแม่ควรสังเกตอาการผิดปกติของตัวเอง หากมีอาการปวดท้องถี่และแรงขึ้นเป็นจังหวะ มีเลือดออก ลูกดิ้นน้อยลงหรือหยุดดิ้น ควรไปพบแพทย์ทันที

แม้ว่าการตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่หลายคนรู้สึกเป็นกังวล คู่มือคุณแม่มือใหม่ หลังคลอด แต่หากมีการศึกษาข้อมูลและเตรียมความพร้อมก่อนการคลอดจะช่วยให้คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงและคลอดลูกน้อยได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ควรสังเกตอาการใกล้คลอดอยู่เสมอ หากมีอาการน้ำเดิน มีมูกปนเลือดออกทางช่องคลอด เจ็บท้องถี่ๆ และรุนแรง หรือปากมดลูกเปิด ควรไปพบแพทย์เพื่อเตรียมการคลอดทันที